← บทความทั้งหมด

มองสองเมืองบนโลกใบเดียวกัน

Rubkwan · 15 พ.ค. 2568
มองสองเมืองบนโลกใบเดียวกัน

"เกมนี้อาจไม่ใช่เรื่องของการ “เล่นเกมเก่ง” หรือ “เล่นไม่เก่ง” แต่มันกำลังพาให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เอื้ออำนวยให้ “ความเก่ง” นั้นมันเกิดขึ้น"

ความพิเศษของการเล่นเกมรอบนี้คือ เราเล่นพร้อมกันสองวง! เราเน้นเล่น เน้นให้เกมมันพาผู้เล่นไป ไม่มี god ไม่มีการปลอมตัวเป็นผู้เล่น มีแต่คนนำเกมที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน manual ฉบับปากแจ๋ว ที่ท่ายืนออกมาเหมือนคนแจกไพ่ในคาสิโน วันนี้มีผู้นำเกมอีกคนมาช่วยนำอีกโต๊ะ และทีมงานอีกหนึ่งคนที่มาช่วยคอยดูแลความราบรื่นของกิจกรรม ทำให้ทุกอย่างราบรื่นมากๆ

เกมพาผู้เล่นไปพูดคุยกัน เถียงกัน ต่อรองกัน แบบที่มันควรจะเป็น แต่ในฐานะผู้ออกแบบเกมที่ต้องการให้เกมนี้มีความเป็น Performance เราก็ได้เป็นเหมือนคนดูที่ได้ข้อความที่น่าสนใจจากวงเมื่อวานนี้

วงแรก ที่มีผู้นำเกมอีกคนเป็นคนนำ เหมือนกับเป็นประเทศโลกที่ 1 ที่โชคดีที่การ์ด EVENT ไม่ได้รุนแรงมากในช่วงที่พวกเขาสร้างตัว ผู้เล่นค่อยๆเริ่มปลดล็อคการ์ดชัยชนะส่วนรวมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกคนไปด้วยกัน จนทำให้ใน 6 ตาที่เล่น ความเหลื่อมล้ำยังมีให้เห็นในกระดานของตัวละครต่างเผ่า แต่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง มู้ดดี ยืนอยู่ข้างๆได้ยินแต่คำว่า "เราต้องช่วยกันหาอันนี้ เราต้องช่วยกันทำอันนี้ หาเพื่อนคนนี้ให้เจอ" การปลดล็อคสิทธิพื้นฐานต่างๆของผู้คนทำให้พวกเขาสามารถ "เฉลี่ยสุข" กันได้ในเส้นทางที่แตกต่างกันของชีวิตตัวละครแต่ละตัว

ภาพตัดมาที่อีกวงที่เราพาเล่น ความโชคร้ายบังเกิดให้เห็นตั้งแต่ตาแรก เพียงแค่พวกเขาเกิดมาก็เจอกับการ์ดสุ่ม EVENT ที่เกือบจะรุนแรงที่สุดของเกม ทำให้บทสนทนาของวงอินโทรเวิร์ทดังขึ้นทันที ผู้เล่นคนหนึ่งเริ่มต่อรอง ร่างกายออกท่า เสียงออกรสอย่างออร์แกนิก ทุกคนต้องต่อรองเพราะวิกฤตครั้งนี้หมายถึงชีวิตของทุกคนในวง ไม่ใช่แค่คนที่มีทรัพยากรน้อยเท่านั้น แค่ใน EVENT เดียวนี้ พวกเขาใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการต่อรอง หันไปมองวงข้างๆที่แม้เริ่มเล่นทีหลัง พวกเขาได้แซงรอบไปแล้ว วิกฤตตรงหน้าที่กลุ่มนี้เจอ ทำให้พวกเขาเริ่ม "เฉลี่ยทุกข์" (สุขยังไม่มี)

ตั้งแต่ตาแรก เขาตกลงกันในการแบ่งกันเป็นหนี้ ในตาแรกที่ทุกคนยังไม่ได้มีละอองดาวเยอะมากจากการทำงาน ทำให้ทุกคนดูจะลำบากเหมือนกันหมด แต่ผู้เล่นอีกคนหนึ่งที่เล่นเป็นตัวที่ "ค่าความเป็นคน" อย่าง เสียง ร่างกาย และความทรงจำ น้อยที่สุดตั้งแต่เริ่มเกม ชี้ไปที่บอร์ดของเพื่อนผู้เล่นอีกคนที่มีค่าเหล่านั้นเต็มเปี่ยม "เขาไม่มีเงิน แต่เขามีโอกาสไปทำงานหาเงินได้มากกว่าพวกเรา" บทสนทนาที่กระตุกทั้งคนเล่นและคนดูให้เห็นถึงเมสเสจของเกมที่ค่อยๆหลุดออกมา

แม้มู้ดในวงที่โชคร้ายนี้จะดูหนักอึ้งและขำขื่น ทุกคนมีเม็ดละอองหนี้ (Stardebt) สีแดงวางบนกระดานทุกคนไป 80% ของเวลาที่เล่น แต่ในความลำบากนี้เองทำให้เราเห็นว่าวงนี้ได้เผชิญสำนึกร่วมกันในสังคมตั้งแต่เริ่มเกม ความเจ็บปวด ความโหดร้าย ไม่ได้ทุบพวกเขาแยกขาดจากกัน แต่พวกเขาต้องพยุงกัน ไม่ใช่ในรูปแบบของการคุยกันอย่างมีอารยะ ไม่ได้เป็นการถกเถียงกันด้วยหลักการใดๆ พวกเขาเถียงกันผ่านหัวใจความเป็นมนุษย์ที่ต้องเอาตัวรอดร่วมกัน

พวกเขายังคงหงุดหงิดใส่กันไปพร้อมๆกับช่วยกัน (หัวเราะ) "เป้าหมายตัวเองไม่มีความหมาย ถ้าเราตายกันหมด" ผู้เล่นคนหนึ่งพูดออกมาระหว่างเล่น เมื่อเกมดำเนินไปเกินครึ่ง และการ์ดชัยชนะร่วมกันที่พวกเขาปลดได้ใบแรกคือการทำ "ละครของผู้สูญหาย" ที่ทำให้คืนค่า Memory ของทุกคนในเกมกลับมาเต็มตลอดไป เมื่อความทรงจำถูกมอบคืนให้คนตัวเล็ก ทำให้ผู้เล่นเลือกทำงานต่างๆได้ง่ายขึ้น ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่จะปล้นความทรงจำของพวกเขาทำอะไรไม่ได้ หรือแม้แต่การ์ดพิเศษของคนรวยที่จะเล่นบทใช้ชีวิตทดลองเป็นคนจนเพื่อเอาความทรงจำจากผู้เล่นคนอื่นก็ไร้ความหมายเช่นกัน

เกมดำเนินไปจนถึงตาที่ 5 ที่ทุกคนในวงนี้ร่วมกันปลดล็อคการ์ดสีแดงได้บ้างแล้วแม้จะไม่ได้ทุกใบ พวกเขาเริ่มลืมตาอ้าปากและปลดหนี้ได้ หลังจากราคาสินค้าถูกลง การเดินทางในเมืองถูกลง และอากาศสะอาดเป็นของทุกคน แต่ความบันเทิงต่อมาก็บังเกิด เมื่อผู้เล่นจากวงประเทศโลกที่ 1 ที่ปลดล็อคการ์ดส่วนรวมจนครบเกือบหมดและจบเกมแล้ว เดินมาแวะเวียนที่โต๊ะของโลกใบนี้…

ผู้เล่นสองคนที่หน้าตาแจ่มใสมาก เดินมาถามว่า ไอ้เม็ด "แดงๆ" นี้คืออะไร พวกเขาไม่เคยเห็น Stardebt หรือละอองหนี้ ในเมืองนั้น ความน่ารักในการถามนู่นนี่อย่างจริงใจ ทำให้เห็นภาพเด็กบนดวงดาวที่ลงมาทัศนศึกษาในเมืองสีฝุ่น (หัวเราะ) ในขณะที่คนในเมืองนั่งกุมขมับ เพื่อที่จะปลดหนี้ให้หมดก่อนกิจกรรมจะจบ บอร์ดเกมนี้นำพาให้เราเห็นมากกว่าแค่เนื้อหาและกลไกของเกม แต่ในความเป็น Performance ที่มันถูกเอาไปเล่นในพื้นที่และผู้คนที่หลากหลาย มันก็สามารถสร้างข้อความและเรื่องราวใหม่ให้เราได้เห็นเสมอ

ปกติหากเล่นวงเดียว เราก็คงเห็นแค่มุมมองเดียว บทสนทนาของสังคมเดียว แต่การเล่นสองวงวันนี้มันทำให้เห็นภาพกว้างของสังคมโลกได้ชัด เด็กๆที่เกิดมาในประเทศสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ภัยพิบัติโจมตี หรือผลพวงจากการล่าอาณานิคม พวกเขามีสิทธิ์ความเป็นคนน้อยกว่าเด็กๆในประเทศที่ทุกคนกินอิ่มนอนหลับงั้นหรือ การที่พวกเขาเป็นหนี้เต็มกระดาน นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่เก่งพอ? หรือบทในประเทศนั้นถูกเขียนให้พวกเขากระเป๋าหนักตั้งแต่เริ่มเกม? เกมนี้อาจไม่ใช่เรื่องของการ "เล่นเกมเก่ง" หรือ "เล่นไม่เก่ง" แต่มันกำลังพาให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เอื้ออำนวยให้ "ความเก่ง" นั้นมันเกิดขึ้น มันอาจไม่ได้เริ่มต้นจากความพยายาม แต่เริ่มจากทรัพยากรที่มากกว่า ความปลอดภัยในสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพกายและใจที่ดี ความเป็นมนุษย์ที่ได้รับ และความพยายามอาจเป็นสิ่งท้ายๆที่มาเติมเต็มความเก่งนั้น

ครบ 1 ปีแล้วที่เกมนี้ค่อยๆถูกพัฒนาและพบเจอผู้คนอย่างช้าๆ ด้วยจำนวนชุดเกมที่น้อย พวกเราค่อยๆกลิ้งมันเหมือนสโนว์บอลไปเจอผู้คนที่อาจจะเอามันไปใช้ต่อ ขอบคุณทุกคนมากๆที่เข้ามาร่วมเดินทางในเมืองสีฝุ่นด้วยกัน หากนับทั้งวงที่เล่นอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตอนนี้มีผู้คนกว่า 50 คนที่ได้ใช้เวลาเล่นเกมนี้ และหวังว่าจะค่อยๆส่งต่อไป เกมแม้ไม่มีบทสรุปตายตัว แต่เรามีธงชัดเจนในการสร้างบทสนทนาต่อการวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำ ไปพร้อมๆกับสร้างเส้นทางและบทสนทนา เพื่อไปสู่จินตนาการใหม่ที่ดาวของเราจะเอียงน้อยลง